
Jar Test คือการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่า
“ต้องใช้สารเคมีปริมาณเท่าไหร่จึงจะทำให้น้ำตกตะกอนได้ดีที่สุด”
วิธีนี้ช่วยให้เลือกชนิดและปริมาณสารเคมีที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้จริงในระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้กำจัดความขุ่น สี และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ดี และลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำด้วย
ทำไมต้องทำ Jar Test

การทำ Jar Test มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
1) หาปริมาณสารเคมีที่เหมาะสมที่สุด ทำให้การตกตะกอนมีประสิทธิภาพ ไม่ใส่น้อยเกินไปจนตะกอนไม่ออก และไม่ใส่มากเกินไปจนเปลืองหรือมีสารตกค้าง
2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีแต่ละชนิด เคมีแต่ละแบบให้ผลต่างกัน Jar Test ช่วยให้เลือกชนิดที่ให้ผลดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
3) ช่วยออกแบบและควบคุมระบบบำบัดน้ำ เมื่อลองในบีกเกอร์แล้ว ผู้ควบคุมระบบสามารถปรับความเร็วการกวน ระยะเวลา และขั้นตอนต่าง ๆ ให้ระบบจริงทำงานได้แม่นยำขึ้น
4) แก้ปัญหาคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง ถ้าน้ำเสียมีความเข้มข้นไม่เหมือนเดิม Jar Test จะช่วยให้ปรับสูตรสารเคมีได้ทันที
5) ลดต้นทุน การรู้ปริมาณสารเคมีที่เหมาะสม ช่วยลดการใช้สารเกินความจำเป็น ประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงงาน
สารเคมีที่ใช้ใน Jar Test
- สารส้ม (Alum) ช่วยให้สิ่งสกปรกจับตัวกันและตกตะกอน
- PAC (Poly Aluminium Chloride) คล้ายสารส้ม แต่ตกตะกอนเร็วกว่า
- ปูนขาว (Lime) ปรับ pH ให้เหมาะกับการทำงานของสารส้ม/PAC
- โพลิเมอร์ (Polymer) ช่วยให้ตะกอนจับตัวเป็นก้อนใหญ่และจมเร็ว
หมายเหตุ: คลอรีนมักใช้ฆ่าเชื้อ ไม่ใช่สารหลักใน Jar Test แต่บางกรณีอาจทดสอบร่วมเพื่อดูผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ
ขั้นตอนการทำ Jar Test แบบง่าย ๆ

- เก็บตัวอย่างน้ำ เช่น น้ำประปาดิบ น้ำเสียจากการผลิต หรือน้ำในระบบบำบัด แล้วแบ่งใส่บีกเกอร์ขนาดเท่า ๆ กัน
- ใส่สารเคมีแต่ละสูตรที่ต้องการทดสอบ เช่น บีกเกอร์ A ใส่ 5 mg/L, B ใส่ 10 mg/L เป็นต้น
- คนเร็ว (Rapid Mix) คนแรงประมาณ 30–60 วินาที เพื่อให้สารเคมีผสมเข้ากับน้ำทั่วถึง
- คนช้า (Slow Mix) ลดความเร็วลง คนต่อประมาณ 10–20 นาที ให้เกิดเกล็ดตะกอน (floc)
- พักให้ตกตะกอน ทิ้งไว้ให้ตะกอนจมลง ใช้เวลา 15–60 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำ
- สังเกตผลลัพธ์ ดูความใสของน้ำด้านบน ขนาดของเกล็ดตะกอน ระยะเวลาที่ตกตะกอน และค่าความขุ่นหากมีเครื่องวัด
- เลือกสูตรที่ดีที่สุด คือสูตรที่ทำให้น้ำใสที่สุดและใช้สารเคมีในปริมาณเหมาะสม
สรุป
Jar Test คือขั้นตอนเล็ก ๆ แต่สำคัญมากในงานบำบัดน้ำ ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และควบคุมคุณภาพน้ำได้ง่ายขึ้น ผู้ทำงานด้านน้ำควรรู้และทำเป็นประจำเพื่อให้ได้ผลการบำบัดที่ดีที่สุด
