แก้ปัญหาน้ำประปาขุ่นสูงถึง 1,000 NTU ด้วยสาร PAC และพอลิเมอร์
น้ำประปาที่เคยไหลใสกลับกลายเป็นน้ำสีขุ่นแดง และบางช่วงมีตะกอนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนและผู้ดูแลระบบผลิตน้ำอย่างมาก กรณีน้ำประปาขุ่นแดงในเขตเทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวอย่างของปัญหาคุณภาพน้ำดิบที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะส่งผลต่อการผลิตน้ำประปาและการใช้น้ำของประชาชนกว่า 20,000 ครัวเรือน
สาเหตุที่ทำให้นำ้ดิบในการผลิตน้ำปะปามีสีขุ่น

น้ำดิบจากคลองชลประทานมีความขุ่นสูงผิดปกติ มีสาเหตุจากการขุดลอกและปรับปรุงคลอง ประกอบกับฝนตกหนัก การระบายน้ำหลาก และการกวนตะกอนดินทรายในพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้อนุภาคดินกระจายตัวในน้ำและไหลเข้าสู่จุดสูบน้ำของโรงผลิตประปา ผลตรวจตัวอย่างน้ำดิบพบค่าความขุ่นสูงถึงประมาณ 1,000 NTU จากสภาวะปกติที่อยู่ราว 30 NTU หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า ความขุ่นระดับนี้ทำให้กระบวนการบำบัดน้ำที่ใช้ตามสภาวะปกติอาจไม่สามารถจัดการตะกอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องปรับกระบวนการและปริมาณสารเคมีให้เหมาะกับคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป
น้ำขุ่นสูงส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างไร

เมื่อน้ำดิบมีตะกอนจำนวนมาก มีสีผิดปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเฉพาะครัวเรือน แต่ยังรวมถึงร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง หากคุณภาพน้ำไม่คงที่ อาจต้องหยุดหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางอย่างเพื่อรอให้ระบบกลับมาทำงานตามปกติ
NTU คืออะไร และทำไมน้ำประปาจึงต้องควบคุมค่า NTU
NTU (Nephelometric Turbidity Unit) คือหน่วยที่ใช้วัด ความขุ่นของน้ำ โดยอาศัยหลักการกระเจิงของแสงจากอนุภาคที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ เช่น ดิน ทรายละเอียด สารอินทรีย์ หรืออนุภาคอื่น ๆ ค่า NTU ไม่ได้หมายความโดยตรงว่าในน้ำมีสิ่งปนเปื้อนชนิดใด หรือบอกความปลอดภัยทางจุลชีววิทยาทั้งหมด แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพกระบวนการผลิตน้ำ พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งมีอนุภาคแขวนลอยอยู่ในน้ำมาก น้ำก็ยิ่งกระเจิงแสงมาก และค่าความขุ่นที่วัดได้ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น กรณีน้ำดิบที่มีค่าประมาณ 1,000 NTU จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเมื่อเทียบกับระดับประมาณ 30 NTU ตามข้อมูลของกรณีนี้
| ค่าที่ตรวจพบ | ความหมายในเชิงกระบวนการ |
|---|---|
| ประมาณ 30 NTU | ระดับความขุ่นของน้ำในสภาวะปกติของกรณีที่กล่าวถึง |
| 1,000 NTU | น้ำดิบมีความขุ่นสูงมาก มีอนุภาคแขวนลอยจำนวนมาก |
| 8.05–18.6 NTU | ค่าที่สุ่มตรวจในระบบจ่ายน้ำและบริเวณปลายทางหลังเกิดปัญหา ซึ่งยังมีตะกอนตกค้างในระบบท่อ |
ดังนั้น NTU ไม่ใช่ค่าที่ใช้บอกคุณภาพน้ำทั้งหมด แต่เป็นตัวชี้วัดด้าน ความขุ่น ที่สำคัญต่อการควบคุมกระบวนการผลิตน้ำ เพราะหากความขุ่นเปลี่ยนแปลงมาก ผู้ควบคุมระบบอาจต้องปรับการตกตะกอน การกรอง และการใช้สารเคมีให้เหมาะสม
วิธีแก้ปัญหาน้ำขุ่นด้วยสาร PAC ร่วมกับพอลิเมอร์
เมื่ออนุภาคในน้ำมีขนาดเล็กมากและไม่ตกตะกอนเองได้ง่าย การปล่อยน้ำทิ้งไว้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โรงผลิตน้ำจึงสามารถใช้กระบวนการตกตะกอนทางเคมีเพื่อช่วยให้อนุภาคขนาดเล็กรวมตัวเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นและแยกออกจากน้ำได้ง่ายกว่าเดิม
1. สาร PAC ช่วยลดความขุ่นของน้ำ
PAC หรือ Polyaluminium Chloride เป็นสารช่วยสร้างการรวมตัวของอนุภาคแขวนลอยในน้ำ โดยช่วยลดเสถียรภาพของอนุภาคคอลลอยด์ ทำให้อนุภาคขนาดเล็กมีโอกาสจับตัวกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เมื่อใช้อย่างเหมาะสม PAC จะช่วยให้กระบวนการตกตะกอนและการกรองทำงานได้ดีขึ้น
2. พอลิเมอร์ช่วยให้ตะกอนรวมตัวเป็นก้อน
พอลิเมอร์ที่ใช้เป็นสารช่วยตกตะกอนสามารถทำหน้าที่เชื่อมอนุภาคที่ผ่านการรวมตัวเบื้องต้นเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดฟล็อก (Floc) หรือตะกอนเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและแยกออกจากน้ำได้ง่ายขึ้น
ผลลัพธ์ที่ควรได้รับหลังปรับปรุงระบบน้ำประปา

เมื่อดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสม หน่วยงานควรประเมินผลจากข้อมูลที่ตรวจวัดได้ ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าน้ำดูใสขึ้นเท่านั้น โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้
- ค่าความขุ่นลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับระบบน้ำประปา
- กระบวนการตกตะกอนและกรองน้ำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สามารถควบคุมปริมาณสารเคมีและค่าใช้จ่ายได้เหมาะสม
- ลดการสะสมของตะกอนและปัญหาที่เกิดซ้ำในระบบ
- มีผลตรวจยืนยันคุณภาพน้ำก่อนจ่ายให้ประชาชนตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ผลลัพธ์เหล่านี้ต้องได้รับการยืนยันด้วยการตรวจวัดหลังปรับปรุง หากคุณภาพน้ำยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ควรดำเนินการตรวจสอบและปรับกระบวนการเพิ่มเติม รวมถึงแจ้งคำแนะนำการใช้น้ำแก่ประชาชนตามความเสี่ยงที่ตรวจพบ
เลือก PAC และพอลิเมอร์อย่างไรให้เหมาะกับน้ำดิบ
สำหรับระบบที่มีปัญหาความขุ่นสูง การเลือกสารที่เหมาะสมและการกำหนด Dosage อย่างถูกต้องมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบ จึงควรพิจารณาจากผลทดสอบจริงมากกว่าการเลือกจากความเข้มข้นหรือราคาต่อกิโลกรัมเพียงอย่างเดียว สำหรับหน่วยงานประปา โรงงานอุตสาหกรรม และผู้ดูแลระบบบำบัดน้ำ ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์
- คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค ความเข้มข้น และเอกสารความปลอดภัยของสารเคมี
- ความเหมาะสมกับน้ำจริง ขอคำแนะนำและทดสอบด้วย Jar Test ก่อนกำหนดอัตราการใช้งาน
- ต้นทุนต่อปริมาณน้ำที่บำบัด เปรียบเทียบประสิทธิภาพจากผลทดลอง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะราคาซื้อ
- การจัดเก็บและความปลอดภัย มีพื้นที่จัดเก็บเหมาะสม อุปกรณ์ป้องกัน และวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย
- การติดตามผล มีข้อมูลสำหรับปรับอัตราการใช้เมื่อความขุ่นและองค์ประกอบของน้ำเปลี่ยนแปลง
หากกำลังประสบปัญหาน้ำขุ่น ตะกอนไม่ตก หรือระบบตกตะกอนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สามารถปรึกษา บริษัท พรภพเคมีคอล (2007) จำกัด เพื่อประเมินลักษณะการใช้งานและเลือก PAC หรือพอลิเมอร์ให้เหมาะสมกับระบบได้
สรุป น้ำขุ่นสูงต้องแก้ด้วยการวิเคราะห์ ไม่ใช่เพิ่มสารเคมีเพียงอย่างเดียว
กรณีศึกษาน้ำดิบขุ่นสูงประมาณ 1,000 NTU ในเทศบาลเมืองชะอำสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความผิดปกติของน้ำดิบ ระบบผลิตน้ำจำเป็นต้องปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การใช้ PAC ร่วมกับพอลิเมอร์สามารถช่วยให้อนุภาคแขวนลอยรวมตัวและตกตะกอนได้ดีขึ้น หากเลือกชนิด ปริมาณ และเงื่อนไขการใช้งานอย่างเหมาะสม
สำหรับหน่วยงานที่กำลังประสบปัญหาน้ำขุ่น โรงงานที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการตกตะกอน หรือผู้ดูแลระบบบำบัดน้ำที่ต้องการลดต้นทุนการใช้สารเคมี สามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ PAC และเคมีภัณฑ์บำบัดน้ำจาก บริษัท พรภพเคมีคอล (2007) จำกัด หรือโทร. 02-816-2898-9, 02-406-0623-4 และ 02-406-2800 เพื่อประกอบการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับระบบงานจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PAC และพอลิเมอร์
Q PAC ช่วยให้น้ำใสได้อย่างไร
PAC ช่วยลดเสถียรภาพของอนุภาคแขวนลอยและคอลลอยด์ ทำให้อนุภาครวมตัวเป็น Floc และสามารถแยกออกด้วยการตกตะกอนหรือการกรองได้ง่ายขึ้น
Q พอลิเมอร์ต้องใช้ร่วมกับ PAC หรือไม่
ไม่จำเป็นในทุกระบบ การใช้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำและผลการทดสอบ หากน้ำมีตะกอนละเอียดหรือ Floc จับตัวไม่ดี อาจพิจารณาใช้พอลิเมอร์ร่วมกับ PAC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรวมตะกอน
Q น้ำมีค่า NTU สูง ต้องเพิ่ม PAC มาก ๆ หรือไม่
ไม่ควรตัดสินจากค่า NTU เพียงอย่างเดียว เพราะปริมาณ PAC ที่เหมาะสมขึ้นกับ pH ชนิดของตะกอน และองค์ประกอบของน้ำ การทำ Jar Test จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าในการกำหนดอัตราการใช้
Q PAC สามารถใช้กับน้ำทุกประเภทได้หรือไม่
PAC ใช้ในงานบำบัดน้ำได้หลายประเภท แต่ประสิทธิภาพแตกต่างกันตามคุณสมบัติของน้ำและกระบวนการ จึงควรทดสอบกับน้ำจริงก่อนกำหนดสูตรใช้งาน





